Privates_03

ช่วงนี้มีเวลาว่างมากหน่อย ขอเขียนอะไรเพิ่มเติมหน่อย...

ชีวิตก่อนหน้า

อย่างที่ได้เล่าไปในครั้งที่แล้วว่า ผมได้มีโอกาสติวเด็กนักเรียนเพื่อเตรียมความพร้อม ในการเข้าร่วมการแข่งขันภาษาเยอรมันโอลิมปิก (IDO) ซึ่งจะจัดขึ้นเดินมิถุนายน 2551 นื้ที่เมือง Dresden ในเยอรมนี โดยรับผิดชอบด้านการใช้ภาษา ซึ่งเป็นด้านที่กว้างมาก ก็เลยได้ชั่วโมงสอนเยอะและได้คลุกคลีกับเด็กมากหน่อยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

คงต้องถามเด็ก(จริงๆไม่น่าจะใช้คำว่าเด็ก เพราะแต่ละคนไม่เด็กแล้ว ถือว่าเพราะเราแก่แล้ว เลยมองทุกคนว่าเด็กไปหมดแล้วกัน) ว่าเขาได้เรียนรู้อะไรจากช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านไป (อย่างรวดเร็ว) แต่ถ้าถามผม ผมได้เรียนรู้และระลึกถึงอะไรหลายๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง และภาษาเยอรมัน

ที่เห็นในภาพคือเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมการอบรมเตรียมความพร้อมฯ รู้สึกว่าไม่เคยถ่ายรูปได้ครบทุกคนเลยแม้แต่ครั้งเดียว รูปนี้ก็แค่เกือบจะครบเหมือนกัน...

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า เห็นเด็กพวกนี้ก็นึกถึงตัวเองตอนมัธยมว่า จริงๆก็ตั้งใจเรียนพอควร แต่ถามว่าแน่วแน่ในการทำอะไร หรือตั้งใจจะเรียนภาษาเยอรมันเหมือนเด็กพวกนี้ไหม ต้องบอกว่าไม่เลย จริงๆก็เหมือนว่าตามจังหวะชีวิตต่อไปเรื่อยๆ หลังจากออกจากโรงเรียนมา บวกกับความพยายามก็พาเรามาถึงจุดนี้ได้

ผมเริ่มเรียนภาษาเยอรมันที่โรงเรียนทวีธาภิเษก ตอนที่สมัครสอบเข้าเรียนศิลป์-เยอรมันนั้น บรรดาครูที่โรงเรียนเก่าคือ โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม โรงเรียนแถวบ้านราษฎร์บูรณะ ต่างพากันต่อว่าอย่างมากว่า ไปเรียนทำไมสายศิลป์ คะแนนผมทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษตอนมัธยมต้นก็ดี จริงๆสอบสายวิทย์ก็คงติด พูดง่ายๆคือสายวิทย์ดีกว่าว่างั้นเถอะ (นี่แหละค่านิยมสังคมไทยที่ฝังรากลึกมาแต่เนิ่นนาน จนปัจจุบันก็ยังแก้ไม่ได้)

ถามจริงๆว่าทำไมเลือกเรียนภาษาเยอรมันก็ต้องบอกว่า ไม่มีเหตุผลแน่ชัด ก็แค่ความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น ไม่มีจุดประสงค์ว่าจะไปทำอะไรกับภาษาเยอรมัน ภาษาสำคัญของยุโรป ภาษาที่มีบทบาทด้านเทคโนโลยี ฯลฯ ผมไม่รู้เรื่องใดๆเลย และไม่ต้องมาบอกด้วย ตอนนั้นก็ไม่สนใจด้วย แค่อยากไปเรียนที่อื่นบ้าง ที่(ตอนนั้น)คิดว่าดีกว่าโรงเรียนเล็กๆแถวบ้าน พอเข้าเรียนก็รู้สึกผิดหวังกับหลายๆอย่าง ทั้งระบบในโรงเรียน ทั้งแนวคิดและการปฏิบัติตัวของครูหลายๆคนต่อห้องที่มีเลขลงท้าย 13 สมัยนั้นถือว่าเป็นห้องที่แย่ที่สุดในแต่ละระดับ (ขอประทานอภัยที่ต้องพูดแบบนี้ อาจจะเหมือนไปว่าโรงเรียนตัวเอง แต่มันเป็นความจริง ปฏิเสธไม่ได้เลย) ที่ยังรู้สึกดีก็คือ ได้เรียนภาษาเยอรมันที่เราสนใจเรียน และมีเพื่อนที่"รัก"เรียนอยู่ด้วย เป็นสิ่งที่ทำให้ยังอยากไปโรงเรียน

สมัยนั้นยังมีการสอบเทียบมัธยมปลายอยู่ (คนร่วมสมัยคงรู้จักกันดี) ผมสอบเทียบได้ตอน ม.5 เทอม 1 แต่ก็เรียนต่อไปเพราะคิดว่าจะเอ็นสะท้านตอนจบม. 5 ตามที่คนจำนวนมากก็ทำในสมัยนั้น แต่ก็เจอกับเหตุการณ์นอกความคาดหมาย คือตอนปลายเทอม 2 ม. 5 ตอนช่วงสอบปลายเทอม ผมเกิดอาการแพ้อะไรซักอย่าง แพ้มากจนผื่นเต็มตัวเป็นระยะเวลาเป็นสัปดาห์ ต้องไปหาหมอเป็นเรื่องเป็นราว ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับความเครียดหรือเปล่า รู้แต่ว่าเป็นมากมากมาก ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง ทำให้ไม่ได้ไปสอบปลายภาคนั้นอีกเป็น 10 วิชา ตอนที่สอบเอ็นติดธรรมศาสตร์แล้ว (ด้วยวุฒิสอบเทียบ) ก็ยังอุส่าห์หน้าหนาไปติดต่อขอใบรับรองที่โรงเรียนว่าจบม. 5 จากทวีธา คือจะเก็บไว้เป็นเอกสารดูเล่น พออาจารย์ที่ห้องวิชาการงัดใบรับรองออกมา แกก็เห็นว่าผมติด "ร" 10 วิชาอยู่ แกบอกว่าให้มาสอบแก้ "ร" ไอ้วิชาที่เหลือ (ผมสอบไป 3 หรือ 4 วิชาเอง) ไอ้เราก็เป็นเด็กพูดจาตรงไปตรงมา ก็บอกว่าติดธรรมศาสตร์แล้ว ไม่กลับมาสอบซ่อมโรงเรียนหรอก (อันนี้ต้องบอกว่า ไม่ได้เย่อหยิ่งหรือกวนประสาทแกแต่อย่างใด แต่เป็นคนปากแบบนี้เอง พี่ๆที่ทำงานปัจจุบันก็รู้ดี :)) ครูคนนั้นแกคงอยากจะเตะผมออกจากห้องวิชาการ สรุปคือ 2 ปีที่ผมเรียนที่ทวีธา เหมือนเป็นแค่ความทรงจำ ไม่มีหลักฐานใดๆประกอบเลยแม้แต่ชิ้นเดียว จนถึงวันนี้ผมก็ยังหาสมุดพกไม่เจอเลย...

ที่เล่ามาให้อ่านกันนี้ ต้องบอกว่า เป็นวิธีการคิดที่เป็นแบบเด็กๆจริงๆ ไม่รับผิดชอบด้วย แต่ตอนนั้นคิดได้เท่านี้จริงๆ ไม่มีมากกว่านี้ ที่บ้านก็ไม่ว่าอะไร (เขาไม่ว่าตั้งแต่เลือกเรียนภาษาเยอรมันแบบไม่มีเหตุผลแล้ว) แต่ถามว่าเสียใจในการกระทำของตัวไหม ต้องบอกว่าไม่ เพราะเราก็ตัดสินใจแบบนี้ไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ก็ดำเนินชีวิตต่อไป

วกกลับมาที่เด็กกลุ่ม IDO คือ ผมชื่นชมพวกเขาที่มีความตั้งใจและมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน และพยายามเดินหน้าไปสู่จุดที่ต้องการ ท่าเทียบกับตัวเองตอนนั้นแล้ว เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าเรามากในเรื่องนี้ (เรื่องอื่นไม่แน่ เพราะผมเองก็เป็นผู้ใหญ่กว่าคนอื่นในด้านอื่น เพราะการที่ต้องตัดสินใจทำอะไรเองเยอะ ด้วยเหตุผลทางครอบครัว)

อีกเรื่องที่ผมคิดถึงเมื่อคลุกคลีกับเด็กพวกนี้ คือการได้กลับไปเห็น "ความเป็นวัยรุ่น" ที่พอเราเป็นผู้ใหญ่ก็ลืมหรือมองข้ามไปแล้ว เช่น พูดมาก(อันนี้เป็นบางคน ในกลุ่มก็รู้ว่ามี "นาง" พูดหาเรื่องแบบไม่ตั้งใจ) ขำได้ทุกเรื่อง และขำกับมุขที่เข้าใจกันเฉพาะภายในช่วงวัย (คือไม่มีญาติ หรือลูกในวัยนี้เลยน่ะ) การทำอะไรตามอารมณ์ที่เป็นไปตอนนั้น เช่นอยู่ๆก็ขี้เหงาขึ้นมา (เป็นบางคนเช่นกัน) และแน่นอนที่สุดคือความรัก ทั้งแบบที่เปิดเผย (ผ่านการเล่น msn ให้เห็นเป็นระยะในช่วงพักระหว่างเรียน) ซ่อนเร้น เข้าใจและไม่เข้าใจ (อย่าว่าแต่เด็กเลย แก่ๆกันแล้วเรื่องความรักก็ยังอธิบายไม่ได้เลย ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน -"-)

และอีกจุดหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากเด็กกลุ่มนี้คือ บ่อยครั้งเราเอาความเป็นผู้ใหญ่ไปครอบงำและเป็นมาตรฐานวัดความถูกต้อง เด็กเขาก็รู้นะว่าหวังดี แต่ถ้าใช้มาตรฐานความเป็นผู้ใหญ่มาบอกว่าเด็กควรทำแบบนั้นแบบนี้ ก็เกิดความขัดแย้งหรือเด็กเสียกำลังใจได้ (ไอ้เราบางทีก็ต้องเป็นกองปลอบ - ไม่ใช่"ปอบยายมา"นะ มุขนี้แมวมาก - และให้กำลังใจ บางครั้งเราเองก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว เช่นในงาน Deutschcamp ผมยังต้องให้กำลังใจตัวเองอยู่เลย...) ต้องพบกันครึ่งทางจริงๆอย่างที่เรารู้ๆกัน พูดง่ายแต่ทำยากเนอะ

ท้ายสุด ต้องบอกว่าขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้โอกาสผมได้อบรมเด็กกลุ่มนี้ ได้มีโอกาสผละออกมาจากงานประจำที่ทำให้โลกของตัวเองหมุนอยู่แค่วงโคจรเล็กๆ ได้มีโอกาสหันกลับมามองและระลึกถึงตัวเองอีกครั้ง (จริงๆมันก็ไม่ได้เนิ่นนานอะไรนักหนา แต่ผมเองที่กลบปิดความทรงจำส่วนนี้ไปเพราะมันเกี่ยวกับเรื่องใจและความรู้สึกหลายเรื่อง) ถ้าเด็กๆ (ในสังกัดของเสื่ย - อันนี้เด็กมันตั้งให้) ได้อ่านก็อยากบอกว่าดีใจที่ได้รู้จักพวกเราทุกคน แม้จะเป็นช่วงสั้นๆแต่ก็เห็นกันจนเบื่อ ไม่เห็นก็อดคิดถึงไม่ได้ ขอให้เส้นทางชีวิตดำเนินไปได้ด้วยดี อาจมีขวากหนามให้เราเจ็บปวดมากบ้างน้อยบ้าง อย่างที่เขาบอกกันคือท้อได้แต่อย่าถอย อย่าขี้เหงากันให้มาก เรื่องความรักก็อย่ามัวแต่วิ่งตามไขว่คว้า เดินไปข้างหน้าอย่าปิดตาปิดใจ ทำอะไรๆไปเรื่อยแล้วเราก็จะได้เจอมันเอง  อันนี้บอกจากประสบการณ์ตัวเอง...

โชคดี แล้วเจอกันใหม่ครับ ... Liebe Grüße
Noraseth

(Do., d. 10.04.08)